โรคหูดับ “ โรคติดเชื้อสเตรฟโตคอกคัส ซูอิส (Streptococcus suis)”
Streptococcus suis เป็นเชื้อแบคที่เรียแกรมบวกทีก่อโรคที่สำคัญในสุกรและยังเป็นโรคสัตว์สู่คนที่สำคัญ การระบาดของเชื้อ S. suis พบได้ในทุกส่วนของโลกในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสุกรเป็นจำนวนมาก โดยสามมารถพบการระบาดได้ทุกฤดูกาล จะเรียกได้ว่าโรคนี้เป็นโรคที่เกี่ยวกับการจัดการเลยก็ว่าได้ โดยเชื้อนี้ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตกะทันหัน เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ข้ออักเสบ และเยื่อบุหัวใจอักเสบ โดยส่วนใหญ่พบในลูกสุกรหลังหย่านนม ถือเป็นเชื้อที่อาศัยอยู่ในทางเดินหายใจส่วนบน (โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ไม่ก่อโรค) และสามารถพบได้ง่ายในต่อมทอนซิลซึ่งถือเป็นช่องธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถแยกได้จากระบบสืบพันธุ์และทางเดินอาหารของสุกรที่มีสุขภาพดี เชื้อสามารถอยู่ในอุจจาระที่มีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ได้ถึง8วัน และปนเปื้อนในเนื้อดิบที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ได้ถึง 6 สัปดาห์
A
B
รูปที่ 1 (A) เชื้อสเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส จากอาหารเลี้ยงเชื้อเหลวติดสีแกรมบวก รูปร่างกลมรี อยู่เป็นคู่ (oval diplococci) หรือต่อกันเป็นสาย กล้องจุลทรรศน์กำลังขยาย 1000 เท่า (B) โคโลนีของเชื้อสเตร็พโตค็อกคัสซูอิส บน Blood Agar สีเทาใส เห็นแนวเม็ดเลือดแดงแตกบางส่วนเป็นสีเขียวจางในอาหารเลี้ยงเชื้อ
การติดต่อของโรคในสุกรจะมีระยะฟักตัวหลังสัมผัสเชื้อ 24 ชั่วโมง ถึง 6 สัปดาห์ โดยผ่านทางการสัมผัสโดยตรงเช่น เชื้อเข้าผ่านบาดแผล การสัมผัสสารคัดหลังที่เชื้อ และทางอากาศ ซึ่งปัจจัยโน้มนำในการเกิดโรคได้แก่การให้ยาต้านจุลชีพในลูกสุการหลังคลอดมากเกินความจำเป็น การจักการการเลี้ยงอย่างไม่เหมาะสม อาที่เช่น การเลี้ยงอย่างแออัด การระบายอากาศไม่ดีภายในโรงเรือน อุณหภูมิผันผวนมากเกินไป การติดเชื้อร่วมกับเชื้อโรคอื่น การระบาดของโรคนี้สะท้อนให้เห็นถึงสุขศาสตร์การจัดการ อันกักเก็บ และเอื้อให้เชื้อวนเวียนเพิ่มจำนวนอยู่ในฟาร์ม
A : การเลี้ยงสุกรอย่างหนาแน่น
B : การทำความสะอาดคอกไม่เหมาะสม
สุกรจะมีอาการไข้สูงมาก ซึม ตัวสั่น มักมีรอยโรคเยื่อหุ้นสมองอักเสบร่วมด้วย ทำให้สุกรแสดงอาการทางระบบประสาท จึงเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน นอนตะแคง ชักเหยียดเกร็งตะกุยเท้า เป็นอัมพาด และกรณีเฉียบพลันรุนแรงจะมีอัตราการตายเกือบ 100% ในตัวที่อ้วนสมบูรณ์ ไม่มีอาการป่วยให้เห็น ทั้งยังอาจพบภาวะโลหิตเป็นพิษ ลิ้นหัวใจอักเสบ และแท้งลูกได้ด้วย นอกจากรอยโรคที่ไม่ค่อยจำเพาะมากนัก ควรตรวจยืนยันย้อมสีแกรม หรือเพาะแยกพิสูจน์เชื้อจากน้ำในข้อต่อ และเยื่อหุ้มสมอง ส่วนอาการที่พบได้บ่อยในมนุษย์ ได้แก่ อาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เช่น ไข้ปวดศีรษะ คอแข็ง อาเจียน กลัวแสง สับสน ผู้ป่วยส่วนใหญ่สูญเสียการได้ยิน จนถึงขั้นหูหนวกถาวร ผู้ป่วยบางรายมีอาการเวียนศีรษะ ข้ออักเสบเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอักเสบ (cellulitis)
อาการของโรค : นอนตะแคง เป็นอัมพาด , ข้อบวม , ชักเหยียดเกร็งตะกุยเท้า
วิการของโรค : เยื่อหุ้มสมองอักเสบ , ข้อบวม และมี่การอักเสบ , ปอดอักเสบ
การรักษาโรค
1. ใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งยาที่ใช้ได้ผลดีได้แก่ อะม็อกซิซิลลิน และกลุ่มเซฟาโรสปอริน เช่น Ceftiofur, Ceftriazone เป็นต้น
2. การจัดการที่เหมาะสม ได้แก่ การควบคุมความหนาแน่นของสุกร การระบายอากาศที่ดี และการเคลื่อนย้ายหมูอย่างเหมาะสม
การป้องกันและควบคุมโรค
1. การล้างทำความสะอาดคอกที่ดี มีการพักคอก
2. การที่ลูกสุกรได้รับนมน้ำเหลือง
3. การป้องกันการเกิดบาดแผลในลูกสุกรหลังคลอด
4. การควบคุมสารพิษจากเชื้อราในอาหาร
5. การลดความเครียดในลูกสุกรหลังหย่านม
พยาธิสภาพและลักษณะทางระบาดวิทยาของโรคที่เกิดจากเชื้อ Streptococcus suis เส้นทางหลักของการเข้าสู่ร่างกายของเชื้อ S. suis ในหมูคือทางเดินหายใจส่วนบน ในขณะที่ในมนุษย์เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลบนผิวหนัง (การสัมผัสสัตว์หรือเนื้อสัตว์ที่ติดเชื้อ) หรือผ่านทางปาก (การกินผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมูที่ปนเปื้อนที่ดิบหรือปรุงไม่สุก) หลังจากทะลุผ่านเยื่อเมือก (ทางเดินหายใจ ลำไส้) หรือผิวหนังแล้ว เชื้อ S. suis จะบุกรุกอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ผ่านการแพร่กระจายทางเลือดและ/หรือทางน้ำเหลือง ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคข้ออักเสบ และ/หรือโรคทางระบบอื่นๆ อีกหลายโรค (เช่น ภาวะช็อกจากการติดเชื้อและเสียชีวิตกะทันหัน โรคโพลิเซอโรไซติส และโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ) การเข้าถึงระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) ทำได้โดยการข้ามผ่านด่านกั้นเลือด-สมอง (BBB) และ/หรือด่านกั้นเลือด-น้ำไขสันหลัง (BCSFB) ซึ่งนำไปสู่โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบอย่างรุนแรง ในระหว่างการแพร่กระจายทั่วร่างกาย S. suis จะต่อต้านการโจมตีของระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดของโฮสต์โดยหลีกเลี่ยงการจับกินอาจลดการทำงานของคอมพลีเมนต์ ลดการทำงานของเซลล์ และ/หรือกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวตายโดยใช้ปัจจัยก่อโรคหลายชนิด ได้แก่ แคปซูลโพลีแซ็กคาไรด์ (CPS) ซูอิลิซิน และ/หรือการดัดแปลงคุณสมบัติทางเคมีของส่วนประกอบของผนังเซลล์เปปไทโดไกลแคน (PG) และกรดไลโปทีโคอิก (LTA) กลไกที่เป็นไปได้หลายประการอาจใช้โดย S. suis เพื่อข้าม BBB หรือ BCSFB ซึ่งรวมถึงการเพิ่มการซึมผ่านของสิ่งกีดขวางโดยการเหนี่ยวนำโดยตรงของเนื้อตาย/อะพอพโทซิสหรือโดยอ้อมผ่านกระบวนการอักเสบที่รุนแรงซึ่งนำไปสู่การเคลื่อนย้ายแบคทีเรียและเม็ดเลือดขาวเข้าสู่ CNS นอกจากนี้ยังมีรายงานการบุกรุกโดยตรงและการเคลื่อนย้ายของแบคทีเรียข้ามสิ่งกีดขวางเหล่านี้ในที่สุด การเหนี่ยวนำไซโตไคน์ที่ทำให้เกิดการอักเสบและตัวกลางภูมิคุ้มกันอื่นๆ โดย S. suis ทำให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงขึ้น และเป็นสาเหตุหลักของอาการทางคลินิกของโรค ปัจจัยก่อโรคของ S. suis หลายประการมีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนสุดท้ายของการก่อโรค รวมถึง suilysin, PG, LTA และโปรตีนยึดเกาะพื้นผิวหลายชนิด S. suis ถูกแยกได้จากสัตว์สายพันธุ์อื่น รวมทั้งนก กระต่าย หนู สุนัข ม้า วัว กวาง และหมูป่า ทำให้การระบาดทั่วโลกของ S. suis มีความซับซ้อนมากขึ้น มีการเสนอแนะว่าสัตว์บางชนิดอาจทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บ แหล่งที่มา: Segura etal. (2017)
ผู้เขียน
ผศ.สพ.ญ.รัชฎาพร บริพันธุ์
อาจารย์ประจำวิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์อัครราชกุมารี
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
เอกสารอ้างอิง :
1. สำนักโรคติดต่อทั่วไป, กรมควบคุมโรค. แนวทางการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อสเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส. กรุงเทพ:สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์; 2550.
2. Ruoff K.L., et al., Streptococcus. In Murray P.R. et al Manual of Clinical Microbiology. 8th Edition. USA: Washington, 2003. p. 405-421.
3. Jeffrey J. Zimmerman, Locke A. Karrier, Alejandro Ramirez, Kent J. Schwartz, Gregory W. Stevenson, Jianqiang Zhang. 2019. Diseases of Swine edition 11. 111 River Street, Hoboken, NJ 07030, USA. John Wiley & Sons, Inc.
